สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยด้านการเมือง

สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยด้านการเมือง อิทธิพลของศาสนาพุทธได้มีส่วนผูกพันกับการใช้อำนาจทางการเมืองของรัฐ ตัวอย่างเช่น คติความคิดทางการเมืองของผู้ปกครอง (กษัตริย์) แบบธรรมราชา ในทางกระทำศาสนาพุทธจึงมีบทบาทกับอิทธิพลสำคัญในการสร้างและจรรโลงความเที่ยงธรรมทางการเมือง (Political legitimacy) ของชนชั้นผู้ปกครอง ส่วนในด้านวัฒนธรรมนั้น วิวัฒนาการทางการเมืองการบริหารของไทยในอดีตได้บอกให้เห็นว่าทัศนคติ แนวคิด ความชื่นชอบ พร้อมด้วยพฤติกรรมของบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง หรือที่เรียกว่า วัฒนธรรมทางการเมือง (political culture) นั้น เป็นหน้าที่พร้อมด้วยกิจกรรมโดยตรงของชนชั้นนำ (elite) ในสังคมเท่านั้น จึงทำให้มรดกทางวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทยมีลักษณะของการยินยอมพร้อมใจในอำนาจของผู้คุ้มครอง ซึ่งเรียกว่า “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า” (subject political culture)

แต่เมืองสังคมไทยริเริ่มได้รับอิทธิพลจากความคิดทางการเมืองแบบประชาธิปไตยของตะวันตกตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมาได้มีผลกระทบทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบตะวันตกแพร่หลายเรื่อยมา จนนำไปสู่การเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 หลังจากนั้นเป็นต้นมา ธรรมเนียมทางการเมืองแบบมีส่วนร่วม (participant political culture) ได้เกิดขึ้นอีกกระแสหนึ่งยิ่งไปกว่านั้น อำนาจทางความตรึกตรอง พร้อมกับเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ของตะวันตกได้รับการถ่ายทอดไปสู่สามัญชนยิ่งขึ้นในรูปของการเรียนรู้ พร้อมกับขบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมด้านอื่น ๆ อาทิเช่น ผ่านทางสื่อมวลชน ฯลฯ ได้มีผลทำให้วัฒนธรรมการเมืองของคนไทยส่วนมากมีลักษณะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (ยินยอมอำนาจ) กับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ซึ่งในทางปฏิบัติปรากฏว่า วัฒนธรรมทางการเมืองทั้งสองนี้มีลักษณะขัดกัน พร้อมกับคนไทยจะมีระดับของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบอำนาจนิยมสูงกว่าแบบประชาธิปไตย ประกอบกับการที่การเมืองความควบคุมไทยภายหลัง พ.ศ. 2475 มักจะตกอยู่ในอิทธิพลของทหารด้วยแล้ว จึงทำให้คนไทยจำนวนมากมีความสนใจทางการเมืองน้อย ดังจะเห็นได้จากการใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยแต่ละครั้ง ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากปราศจากประสบการณ์ การมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบสืบไป

นอกจากนี้อิทธิพลทางด้านคำอบรมของศาสนาพุทธที่เกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว หรือหลักของพระพุทธศาสนาที่ว่า “ละเว้นความชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส” ก็ได้มีอำนาจในการกำหนดแนวคิด ความชื่นชอบ พร้อมทั้งโลกทัศน์ของคนไทยอยู่ไม่น้อยในแง่ที่ว่าทำให้คนไทยมีระดับการอดใจ พร้อมด้วยอดทนต่อการเผชิญกับความลำบากพร้อมด้วยปัญหาต่าง ๆ ได้สูง เพราะว่าเชื่อว่าวันข้างหน้าหรือชาติหน้าคงจะดีขึ้น โดยตอนนี้หรือชาตินี้ที่ต้องทุกข์ยากก็เพราะว่าผลกรรมที่ไม่ดีในชาติก่อน ส่วนในด้านธรรมเนียมความเชื่อแบบดั้งเดิมในแง่ของความเชื่อในสิ่งลึกลับ ภูตผีปีศาจ วิญญาณ ก็ยังคงมีอำนาจในการกำหนดแบบอย่างพร้อมกับลักษณะของขนมธรรมเนียมทางการเมืองของไทยให้เป็นแบบเก่าแก่อีกด้วย

มรดกสืบทอดจากจากอดีตที่เกี่ยวกับอิทธิพลพุทธศาสนาพร้อมทั้งวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม จึงสามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดีกับขั้นตอนทางการเมือง ที่เป็นอยู่ของสังคมการเมืองไทย บอกคือ การมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า ทำให้ชาวไทยมีลักษณะของการยินยอมสิทธิแฝงอยู่ จึงมีส่วนทำให้การเมืองการปกครองของไทยไม่สามารถปรับปรุงไปสู่การเมืองการดำเนินการแบบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้